วิจัยเกี่ยวกับคลื่นความโน้มถ่วงจากดาวนิวตรอน 2 ดวงชนกัน

star

ปัจจุบันนี้ คลื่นความโน้มถ่วงได้รับการยอมรับในวงการวิทยาศาสตร์แล้ว โดยคลื่นความโน้มถ่วงเป็นปรากฏการณ์ที่ไอน์สไตน์ได้เคยทำนายเอาไว้ในทฤษฎีสัมพัทธภาพ ตั้งแต่ปี 1915 ซึ่งทฤษฎีนี้มีการบ่งบอกว่าอัตราความโค้งงอของอวกาศจะก่อให้เกิดคลื่นความโน้มถ่วง คือ มวลสองอันที่โคจรรอบกันจะทำให้อวกาศเกิดความโค้งงอ และก็จะทำให้เกิดเกลียวคลื่น สิ่งนั้นก็คือ “คลื่นความโน้มถ่วง” นั่นเอง แต่ทว่าต่อให้คลื่นนี้เกิดจากหลุมดำซึ่งมีขนาดใหญ่เป็นหลายสิบเท่าของดวงอาทิตย์ก็ตาม แต่กว่าจะเคลื่อนมาถึงโลกมันก็อ่อนแรงลงมากแล้ว เพราะฉะนั้นการจะตรวจจับความเปลี่ยนแปลงเพียงแค่นิดเดียวนี้ จะต้องทำการทดลองอย่างละเอียดแม่นยำสุดๆ

พูดง่ายๆก็คือ คลื่นความโน้มถ่วงเป็นระลอกคลื่นของกาลอวกาศ ที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ความรุนแรงในจักรวาล ยกตัวอย่างเช่น การระเบิดของดาวฤกษ์ , การชนกันของหลุมดำ เป็นต้น โดยคลื่นความโน้มถ่วงนี้จะแผ่ออกไปในจักรวาล จึงช่วยให้นักดาราศาสตร์ได้เรียนรู้กระบวนการก่อตัว และการวิวัฒนาการของหลุมดำ ทำให้เข้าใกล้ปริศนาจุดกำเนิดของจักรวาลได้มากขึ้น

วันที่ 2 มิถุนายน 2017 หน่วยปฏิบัติการระดับสูงในประเทศสหรัฐฯ ตรวจจับคลื่นความโน้มถ่วงจากห้วงอวกาศลึกได้เป็นครั้งที่ 3 ในช่วงเวลา 2 ปีที่ผ่านมา ซึ่งพบว่าคลื่นดังกล่าว เกิดจากการชนและรวมตัวกันของหลุมดำขนาดยักษ์ 2 หลุม ที่อยู่ห่างจากโลกถึง 3,000 ล้านปีแสง

โดยผลวิเคราะห์กล่าวว่า หลุมดำทั้ง 2 หลุมนี้มีมวลมากกว่า ดวงอาทิตย์ถึง 31 เท่า กับ 19 เท่า ต่อมาเมื่อมันรวมตัวกันแล้ว ก็จะทำให้เกิดหลุมดำ ซึ่งมีมวลเกือบเท่ากับดวงอาทิตย์จำนวน 49 ดวง พร้อมปลดปล่อยพลังงานจำนวนมาก ออกมาในระยะเวลาอันสั้น ทำให้เกิดคลื่นส่งไปทั่วจักรวาล และส่งมายังโลกด้วย แต่ยังไม่มีแสงสว่างจากปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น ผลวิเคราะห์ยังแสดงให้เห็นอีกว่า หลุมดำทั้ง 2 ไม่ได้เกิดจากดาวแฝดซึ่งโคจรวนรอบกันมาแต่เดิม หากแต่เป็นดาวสองดวงในระบบแตกต่างกัน ที่เกิดการระเบิดจนกลายเป็นหลุมดำ ส่งผลให้การหมุนของทั้งสองไมค่อยสอดคล้องเป็นแนวเดียวกันเท่าไหร่นัก

นอกจากนี้ปรากฏการณ์ในครั้งนี้ ยังทำให้นักดาราศาสตร์สามารถทดสอบทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปของ ไอน์สไตน์ได้ด้วย ซึ่งมันอยู่ในหัวข้อที่ว่าจะไม่เกิดการกระจาย ของคลื่นความโน้มถ่วงที่ส่งมายังโลก เพราะจากแหล่งกำเนิด คลื่นความโน้มถ่วงนี้อยู่ห่างไกลพอ จนสามารถดูปรากฏการณ์การกระจายได้ ผลปรากฏว่าไม่เกิดการกระจายขึ้นจริง ตามที่ไอน์สไตน์นักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ของโลกได้ทำนายไว้